วัฒนธรรมประเพณีของคนภูไท เท่าที่ผู้เขียนได้ ถูกอบรมสั่งสอนมา ก็จะยึดหลักความถูกต้องในทุกๆเรื่อง จะเน้นในเรื่องไม่ให้ทำผิดศีลธรรม โดยเฉพาะศีลห้า ที่ทุกท่านรู้กันดี ผู้เขียนเป็นผู้ชายก็จะมีความทรงจำในคำสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ คือ ไม่ให้ไปผิดลูกเขาเมียใคร ผู้เฒ่าผู้แก่ ก็จะคอยสั่งสอนลูกหลานให้อยู่ใน ม่านประเพณี ในเรื่องชู้สาว เพราะอาจจะทำให้ผิดผีได้ ผิดผีในที่นี้คือ ผิดประเพณีการปฏิบัติที่ดีงามของบรรพบุรุษ คือ เจ้าปู่แห่งหมู่บ้านนั้นเอง ถ้าทำผิดแล้วก็อาจก่อให้เกิดเหตุภัย ขึ้นต่อผู้คนในหมู่บ้าน
หรืออาจเกิดเรื่องร้ายๆขึ้นต่อคนในครอบครัวที่ทำผิดนั้นได้ พอมีคนแหกม่านประเพณีแล้ว จึงมีการแก้เคล็ด การไหว้เจ้าปู่ ด้วยวิธีการที่บรรพบุรุษสืบถอดกันมา ที่เรียกว่า พิธีเหยียบหัวหมูล้างดิน(ล้างทิน) พิธีนี้จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มีหญิงสาวในหมู่บ้านได้ทำผิดคือ มีเพศสัมพันธุ์ กับชายผู้เป็นที่รักก่อนพิธีแต่งงานจนตั้งท้องขึ้นมา และฝ่ายชายไม่รับผิดชอบ ในการตั้งท้องลักษณะนี้ ชาวบ้านเรียกว่า “มารทาง” คือท้องไม่มีพ่อ จึงมีพิธีนี้ขึ้นมา เพื่ออบรมสั่งสอน ให้ผู้ที่ทำผิดเข็ดหลาบ และเพื่อให้หญิงสาวผู้ที่ยังไม่ได้ทำผิดได้เรียนรู้บาปบุญคุณโทษ และดูไว้เป็นแบบอย่างว่านี้เป็นความประพฤติที่ไม่ดี เพราะหญิงสาวในบ้านหลังใดที่ได้เข้าพิธีนี้ ก็จะนำความอับอายมาสู่บ้านหรือตระกูลนั้นๆ เป็นอย่างมาก
จุดประสงค์อีกอย่างหนึ่งคือ เพื่อประกาศให้คนทั้งหมู่บ้าน และภูตผี เทวดาได้รับรู้ เป็นการขอขมาลาโทษ ต่อผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ตนเคารพนับถือ คือสารภาพบาปนั้นเอง ก็จะได้รับการให้อภัยจาก ภูตผี เทวดาและจากญาติพี่น้องของตนเองรวมไปถึงคนในหมู่บ้านด้วย
เกร็ดความรู้จากพิธีกรรม “เหยียบหัวหมู” เป็นความรู้ที่หาเรียนได้ไม่ยาก ซึ้งเป็นบทเรียนที่มี อุปกรณ์การเรียน มีตัวอย่างที่ครบสมบูรณ์แบบที่สุด ของการเรียนการสอน ที่มีอยู่ของมวลมนุษยชาติ ในโลกใบนี้เลยก็ได้ บทเรียนนี้จะประกอบไปด้วย ๑. ชายหนุ่ม หญิงสาว ๒. แนวความคิดที่ผิดในเรื่องกามรมณ์ ๓. ท้องก่อนแต่ง ฝ่ายชายไม่รับผิดชอบ ๔. เกิดอาเพท สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในชุมชนและครอบคร้ว
ทำไมถึงผิดผี ?. คำตอบก็คือ เพราะผีเห็นคนไม่เห็น ผีในที่นี้คือบรรพบุรุษ ที่วายชนไปแล้ว ที่ยังสิงสถิตอยู่ในจิตวัญญาน ของความเป็นชนเผ่าภูไท ของคนที่ทำผิดนั้น เนื่องจากกฎกติกา ของสังคมภูไท ที่บรรพบุรุษได้ตั้งขึ้นเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และสงบสุข
เมื่อท้องก่อนแต่ง คนท้องเองก็เกิดความเครียด พี่น้องในวงศ์ตระกูล ก็เกิดความไม่สบายใจเป็นกังวลว่า ชาวบ้านจะรู้ความจริง แล้วก็อับอายขายหน้า หลังจากเกิดความไม่สบายใจ เหล่านี้ แน่นอนสิ่งที่จะตามมาคือ ความไม่สบายกาย กินไม่ได้นอนไม่หลับ ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว ในชนเผ่าสมัยก่อนจะเป็นหมู่บ้านที่ห่างใกลจากความเจริญ ไม่มียารักษาโรคที่เกิดขึ้น ได้แต่หายาสมุนไพรตามป่ามารักษาประกอบกับวิชาอาคมของปราญหมู่บ้าน หรือเรียกว่า “จ้ำหมู่บ้าน,หมอมอ” เป็นผู้ที่สือสารกับดวงวิญญาณผีบรรพบุรุษ ให้มารักษาลูกหลานที่เจ็บไข้ได้ป่วย จึงมีการสือสารกันระหว่าง คนผู้เป็นจ้ำกับผีบรรพบุรุษ หรือผีปู่ตา
ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่มีอยู่ว่า คนป่วยรายใดที่ทำผิดผี ก็จะไม่ได้รับควมรวมมือจากผี มิหนำซ้ำยังทำให้ป่วยหนักมากว่าเดิมอีก โดยจะมีการสือสารกลับมา ในวิธีต่างๆที่พ่อหมอประจำหมู่บ้าน(จ้ำหมู่บ้าน)กำหนดไว้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่รู้กันเพียงแค่ จ้ำกับผีปู่ตาก็ได้ แล้วจ้ำก็นำเรื่องที่ไปสือสารกับผีมาบอกวิธีแก้การทำผิดให้แก่ผู้เจ็บไข้ จะว่าไปแล้วก็เหมือนหมอในโรงพยาบาลปัจจุบัน ทีมีเครื่องมือวิธีการ ตรวจดูอาการของผู้ป่วย ว่าเป็นโรคอะไร และนำมาจัดยารักษาให้กับผู้ป่วยนั้น อีกอย่างก็คือวิญญาณปู่ตาอาจจะมาเข้าร่างหมอจ้ำ แล้วพูดออกมาตรงๆ ว่าไปทำผิดอะไรมา แสดงความไม่พอใจว่าเป็นการลบหลู่ผีปู่ตาที่คอยรักษากฎกติกาอันดีงานที่มีมาแต่บรรพกาล บางครั้งผีปู่ตาก็มีข้อแลกเปลี่ยนให้ทำตามความต้องการ แล้วคนที่ป่วยก็จะหายเป็นปกติ บางทีหลังพิธีกรรมเสร็จลงผู้เป็นจ้ำ หรือปราชญ์หมู่บ้านนั้น ก็คิดหาวิธีที่จะสอนลูกหลานและคนในชุมชนโดยวิธีการที่ลึกซึ้งได้ผลดีที่สุด จึงมีอุบายให้ คนที่ทำผิดมารับสารภาพเสีย คนในชุมชนจะได้ให้อภัย แต่โดยธรรมชาติ บางทีก็เป็นการยากที่ให้อภัย กับคนที่ตกเป็นผู้กระทำผิดในศีลธรรม ของสังคมภูไท
ปราชญ์จึงให้มีการแสดงความรับผิดชอบออกมา โดยให้ผู้ทำผิดรวมทั้งวงศ์ตระกูลนั้นได้หาอาหารมาจัดเลี้ยงผู้คนในชุมชนให้อิ่มหน่ำสำราญก่อนจะมีการกล่าวคำว่ายกโทษให้ หรือให้อภัยแก่ผู้ทำผิด อาหารที่ว่านั้นจึงเล็งเป้าไปที่สัตว์ใหญ่หาง่ายพอประมาณกับผู้คนที่มาร่วมพิธีกรรมครั้งนี้ นักปารชญ์ผู้เป็นต้นความคิด แนะนำให้ครอบครัวผู้ทำผิดไปหาหมูมาหนึ่งตัวเป็น เพื่อทำพิธี แล้วต่อมาจึงตั้งชื่อพิธีนี้ว่า “เหยีบหัวหมูล้างดิน”
ในหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง ประเพณีกินหมูล้างดิน พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2548 ภายใต้โครงการ “กินหมูล้างดิน ถิ่นภูไทเพื่อแก้ไขปัญหาโรคเอดส์” ที่ผู้เขียนได้รับมาจาก คุณลุงสาเม็ง ปักขีพันธ์เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ท่านหนึ่ง และเป็นประธานสภาวัฒนธรรมตำบลคำเขื่อนแก้ว อีกด้วย คุณลุงสาเม็งได้กล่าวไว้ว่า ประเพณี “กินหมูล้างดิน” เป็นพิธีกรรมของชาวภูไท ที่กระทำขึ้นเมื่อมีหญิงสาวชาวภูไทที่ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว ชิงสุกก่อนห่าม และตั้งท้องก่อนแต่ง ท้องไม่มีพ่อ ซึ่งถือว่าทำผิดผีบรรพบุรุษ ถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านเชื่อกันว่าจะทำให้หมู่บ้านเกิดความทุกข์ยากเดือดร้อนไม่อยู่เย็นเป็นสุข ต้องให้รับผิดต่อชุมชน พิธีกรรมนี้เรียกว่า “เหยีบหัวหมู หรือกินหมูล้างดิน นำโดย พ่อจ้ำ หมายถึง ผู้ที่ชาวบ้านนับถือว่าสามารถติดต่อสือสารกับผีบรรพบุรุษได้ คือเจ้าปู่





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น